PharmHouse

ทำ Quiz ให้เป็นตำนาน

posted on 21 Aug 2009 18:56 by furenz  in PharmHouse

ไม่น่าจะเป็นภาคต่อจาก entry นี้?



ช้ำใจกับ quiz วิชาการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ช่วง 3 สัปดาห์มานี้
มาเขียนลงบล็อคสักหน่อย ... เผื่อจะจำได้บ้าง!



หมายเหตุ: entry วันนี้วิชาการมาก (แล้วเหรอ?)  เฉพาะทางพอสมควร  ถ้าอ่านไม่เข้าใจไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจนะ



Quiz#1 จุดเด่นของยา Repaglinide (เป็นยาเบาหวานตัวนึง) เมื่อเทียบกับยากลุ่มอื่น (บอกมา 3 ข้อ)

ตอบไปว่า
1. ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
2. กินได้
3. ใช้กับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองได้


เฉลย 
1. ออกฤทธิ์เร็ว  
2.ฤทธิ์สั้น  
3.ใช้ได้กับผู้แพ้ยาซัลฟา  
4.เหมาะกับผู้ที่รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
5. ลดน้ำตาลหลังอาหารได้ดี



Quiz#2 กรณีใดที่จะใช้แอสไพรินร่วมกับ copidogrel และใช้ยังไง

ตอบไปว่า กรณีที่ผู้ป่วยใส่ stent ... ใช้กิน ใช้ตามแพทย์สั่ง  (ขอครึ่งคะแนน เอ้า)

เฉลย  กรณีที่ผู้ป่วยใส่ stent (โครงลวดค้ำหลอดเลือดไม่ให้มันตันน่ะ) ให้แอสไพริน gr1 หรือ gr5 วันละเม็ด แล้วให้ copidogrel 75 mg/day ร่วมในช่วง 1 เดือนแรก


Quiz#3 ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดตัวใด ที่ต้องรับประทานก่อนอาหารทันที

ตอบไปว่า ยาที่กินตอนหิวจัดและไม่สามารถรอนานกว่านี้ได้   Acarbose (นึกได้ก่อนส่งพอดี .. รอดไปหนึ่ง)

เฉลย Gliclazide, Glimepiride, Metformin, Acarbose, Voglibose

 


Quiz#4 ทำไมถึงห้ามใช้ยากลุ่ม ACEI ในผู้ป่วยที่เป็น bilaeral artery stenosis (ภาวะหลอดเลือดเข้าไตตีบสองข้าง(?))

สาบานได้ว่าข้อนี้ตอบได้ แต่เขียนไม่ทัน!  อาจารย์ให้เขียนโจทย์ด้วย (นศ. แต่ละคนทำคนละข้อตามรหัส เลยต้องเขียนโจทย์) .. และให้เวลาน้อยมาก (ข้ออื่นตอบสั้นนี่หว่า)

ตอบไปว่า เพราะภาวะ bilaeral artery stenosis จะมีการตีบของหลอดเลือดทั้ง afferent และ efferent ......
ยาทำ efferent ขยาย ไตจะวาย

เฉลย  เพราะภาวะ bilaeral artery stenosis จะมีการตีบของหลอดเลือดทั้ง afferent  (หลอดเลือดขาเข้า) และ efferent arteriole (หลอดเลือดขาออก) ทำให้ในสภาวถปกติจะมีแรงดันจำนวนหนึ่งในหน่วยไต ทำให้เกิดการกรอง  ยากลุ่ม ACEI มีผลขยาย efferent arteriole (หลอดเลือดขาออก) ทำให้ความดันในหน่วยไตลดลง ทำให้ไม่เกิดการกรองตามปกติ จึงไม่สามารถกรองของเสียที่ไตได้ ทำให้เกิดภาวะไตวาย

เห็นมะ  ถ้ามีเวลาก็คงตอบได้แบบนี้แหละ = =

 

สอบวิชานี้วันเสาร์ที่ 29 ... ขอบคุณพระเจ้าที่ส่วนใหญ่เป็นข้อสอบเลือกตอบ!!

หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่ามาเขียนอะไรเอาป่านนี้
ตอนมันเริ่มอินเทรนด์ใหม่ๆ มีคนเขียนเรื่องนี้เยอะแยะมากมาย ... เพราะมันเยอะเราเลยไม่เขียน (ฮา)
รอตกเทรนด์นิดหนึ่งก่อน กำลังดี (จริงๆเพิ่งขยัน)



มีคำถามหลายเรื่องเกี่ยวกับไข้หวัด 2009  ... ได้รับคำตอบบ้าง  ไม่ได้บ้าง  ไม่ยอมตอบบ้าง
ไอ้ที่ส่วนใหญ่รู้คำตอบกันแล้ว เช่นว่ามันคืออะไร หมูหรือไม่หมู ทำไมถึงตาย ... ไม่ขอพูดถึงนะ
วันนี้มาเคลียร์หลายๆข้อที่เคยโดนคนเขาถามมา



ตกลงไข้หวัด 2009 มันอันตรายรึเปล่า
โทษนะ ... มีโรคอะไรบ้างไม่อันตรายน่ะ = = ... ขนาดแค่ยุงกัดยังเสี่ยงต่อการเป็นไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ  เท้าช้าง  ได้   นับประสาอะไรกับการรับไวรัสเข้าไปเลี้ยงในกระแสเลือดล่ะคุณ!

เดี๋ยว ... ไม่ได้ต้องการให้แตกตื่น  เชื่อว่าทุกท่านคงเคยเป็นหวัดกันมาแล้ว (ใครไม่เคยช่วง EMS มาบอกด้วย - อยากเจอ!) มันก็อันตรายพอๆกับหวัดน่ะแหละ  ถ้าคุณไม่บังเอิญเป็นโรคหัวใจ ตับ ไต สมอง และอื่นๆมันก็เหมือนกับการรับเอาไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดกันทุกปีเข้ามา หายเองได้ ไม่ต้องห่วง

 

แล้วทำไมมีคนตาย?
ขนาดไปตกปลายังโดนปลากระเบนเหินหาวชนตายได้   มันก็ประมาณกันแหละ  คือ มีความเสี่ยง  แต่มันก็ไม่ได้เยอะอะไรเลยเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มักมีโรคร่วมสักอย่างสองอย่างอยู่แล้ว  เด็กเล็กๆ คนสูงอายุที่ระบบร่างกายไม่เข้าที่ก็อันตรายกว่าคนปกติเป็นสามัญ  เจ้าหวัดใหม่นี่มักจะเล่นงานคนอ่อนแอ ใครมีความเสี่ยงก็คงต้องระวังตัวหน่อย  ไม่เหมือน H1N1 ยุคแรกๆที่เรียกว่าไข้หวัดสเปนที่เน้นเล่นงานคนแข็งแรง

(เชื้อหวัดสเปนมีลักษณะการโจมตีที่เรียกว่า cytokines storm  ... เล่นงานคนโดยใช้ cytokines ซึ่งมีมากในคนแข็งแรง ... สมัยนั้นคนเลยตายกันครึ่งโลก)

แต่อย่างที่บอก ... อุบัติการการตายของไข้หวัดใหม่นี่มันต่ำกว่าไข้เลือดออกเสียอีก

 

แล้วทำไมไม่ให้ยาทุกคนที่ติดเชื้อ
จะว่าฟุ่มเฟือยก็ไม่ใช่ (ถึงจะฟุ่มเฟือยจริง แต่ก็มีสาเหตุอื่นที่ดีกว่านั้น) ประเด็นหลักคือการดื้อยา ... ยาต้านไวรัสที่รับรองให้ใช้กับหวัดใหม่ได้ผลกิ๊งตอนนี้มีแค่ 2 ตัว คือเจ้า Oseltamivir หรือ Tamiflu ที่ใช้กันอยู่ กับ Zanamivir  ซึ่งถ้าดื้อตัวแรกก็ต้องมาใช้ตัวที่สอง ... ถ้าดื้อตัวที่สองก็ ...... รอการพัฒนาต่อไป (การพัฒนายาใหม่ใช้เวลาเฉลี่ย 25 ปี)

แล้วนิสัยคนไข้น่ะ  ไม่ชอบกินยา!  จ่ายยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ไป กิน 2 วันไข้ลง ก็นึกว่าหาย หยุดยา ออกไปลัลล๊าทำงานต่อ   ยา oseltamivir ปกติต้องกินครบ 5 วันเป็นอย่างน้อย  ถ้ายังไม่ครบแปลว่าเชื้อยังไม่หมด ... แล้วมันจะกลับมาใหม่พร้อมอาวุธครบมือโดยที่ยาเดิมไม่สามารถทำอะไรมันได้ ="= แล้วคราวนี้เป็นไง ... เชื้อดื้อยาแล้ว แถมยังเอาเชื้อดื้อยาไปแบ่งปันเพื่อนๆที่ทำงานอีก

 

ผ้าปิดปากมันช่วยอะไรได้จริงเหรอ
มีคนเคยให้ความเห็นว่า ไวรัสมันตัวเล็กจิ๋วหน่วยเป็นไมครอน  ผ้าปิดปากธรรมดาไม่ช่วยอะไรหรอก

จริง ... ผ้าปิดปากธรรมดาอันละสามบาทมันคงจะไม่ advance กันไวรัสได้หรอก...

... แล้วใส่ทำไม? ทำไมต้องใส่? .... หลักๆก็คือการป้องกันการไอจามน่ะแหละ  ทั้งผู้ป่วยก็ดี ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าป่วยก็ดี  จะไอจามจะได้ไม่มีอะไรกระเด็นออกมาติดคนอื่น   เจ้าไวรัสนี่มันไม่ได้ลอยตามอากาศไปตกใครแล้วติดเสียหน่อย  วิธีติดที่ง่าย ทำเองที่บ้านได้คือ การไปสัมผัสอะไรก็ตามที่บังเอิญมีน้ำมูก น้ำลาย หรืออะไรที่มีเชื้ออยู่ แล้วเอาเข้าปาก ขยี้ตานั่นล่ะ ถึงติด  

 

แล้วทำไมคนไม่เป็นถึงต้องใส่ด้วยล่ะ
คนที่ไม่ได้เป็นก็ใส่ผ้าปิดปากไว้ กันการหายใจรดในระยะประชิดและกันหยิบอะไรเข้าปากไม่ทันระวัง  และอย่างที่บอกกันไว้ ว่าหลายคนติดเชื้อไข้หวัดใหญ่แล้วไม่รู้ตัวว่าติด (เพราะไม่มีอาการ .. แต่แพร่เชื้อได้) นั่นล่ะ  กันไว้

... อีกอย่าง  คิดว่าถ้าให้คนป่วยใส่ฝ่ายเดียว  ใครใส่ผ้าปิดปากเข้าที่สาธารณะคงโดนสังคมรังเกียจจนไม่ยอมใส่ไปเอง ... เลยให้ใส่มันทุกคนน่ะแหละ

 

มีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหม่ได้แล้วจริงรึเปล่า
วัคซีนไข้หวัดใหญ่น่ะมี  แต่จำเพราะสำหรับหวัด 2009 นี่ยัง ... ข่าวล่าสุดที่รับมาคือ กำลังทำการวิจัยทดลองกันอยู่

แต่ที่น่าสงสัยก็คือว่า  วัคซีนเหล่านี้ต้องทำจากเชื้อที่ยังไม่ตาย (live-attenuate vaccine) เพราะฉะนั้น คนที่ร่างกายไม่แข็งแรงพอก็อาจจะเกิดโรคจากวัคซีนได้เช่นเดียวกับการรับเชื้อไข้หวัดใหม่เข้าไป  ซึ่งความจริงคนที่ควรได้รับวัคซีนที่สุดก็น่าจะเป็นคนที่ร่างกานไม่แข็งแรงนี่ด้วยสิ = =" ... มันจึงยังมีความเสี่ยงอยู่ว่าผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตจากวัคซีนเสียเองก่อนก็ได้

... แต่ให้ตายสิ ... จขบ. คิดว่าวัคซีนนี่อันตรายมากกว่าประโยชน์แฮะ ="= (ความเห็นส่วนตัว)

 

เราตื่นตูมกันมากไปหรือเปล่า?
ไม่เลยสักนิด

มาตรการป้องกันของประเทศเราตอนนี้ก็คือให้ใช้ผ้าปิดปาก  กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ  ... ซึ่งก็เป็นอะไรที่น่ารักมาก

เห็นมาตรการป้องกันของต่างประเทศแล้วจึงไม่ค่อยเอะใจ ว่าทำไมเราถึงอยู่อันดับต้นๆว่ามีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหม่กันมากมาย

วันก่อนไปเดินใน รพ.  คนไข้ส่วนใหญ่ใส่ผ้าปิดปากกัน  ซึ่งก็ดูดีนะ ... แต่ไหงบุคลากรเดินตัวปลิวงั้นเล่า ="= ... เพื่อน extern ไปขึ้นวอร์ดมาก็ใส่แค่กาวน์(ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่ใส่ไปกินข้าวและใส่เดินกลับหอ...)  ขนาดเจ้าหน้าที่หน่วยสกรีนยังใส่แค่ mask ปิดปาก ... เห็นต่างประเทศดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ แต่งตัวยังกับพนักงานซีพี ... ใส่กาวน์ ถุงมือยาง บูท ผ้าปิดปาก แว่นตา ... คือ เขาเซฟตัวเองขนาดนั้นเลย  ก็แปลกใจว่าทำไมบ้านเราไมกลัวกันเหรอ

คราวก่อนก็ทราบว่า ผู้ป่วยที่ได้ผลสกรีนว่าเป็นไข้หวัดใหม่แล้วไม่ต้องแอดมิท(นอน รพ.) ด้วย ... ตอนแรกก็ไม่สงสัยเท่าไหร่  แต่ขัดใจว่าไม่เป็นอะไรจริงๆเหรอ ... เห็น FDA แนะนำมาว่า แค่สงสัยก็ให้กักตัว 7 วัน ... ถ้าสกรีนพบว่าเป็นก็ให้กักตัวหลังจากไข้หายแล้วอีก 7 วัน ... แถวนี้ยังปล่อยผู้ป่วยที่มารับการสกรีนขึ้นรถเมล์กลับบ้านอยู่เลย ="=

เพราะงั้น .. ไม่ตื่นตูมเลยสักนี๊ดด ... ตื่นตัวอีกหน่อยก็ได้นะ = =

 

ที่กลัวกันก็แค่ว่า ถ้าเชื้อดื้อยา หรือกลายพันธุ์ไปมันจะเรื่องใหญ่  ยิ่งติดต่อแพร่กระจายไปมากยิ่งมีสิทธิ์กลายพันธุ์ได้เยอะ ... คิดดูว่าเชื้อแค่นี้ยังแย่แล้ว ... นึกภาพเชื้อที่ไม่มียารักษาแล้ว .......... ="=